Category :
Time: 2:20 AM
"อะไรก็กู"ตั้งแต่ต้นยันจบฤดูกาลเมื่อสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดกัปตันทีมพลิกสถานการณ์ผ่าทางตันยิงสองประตูก่อน"หงส์แดง"ลิเวอร์พูลไล่ถล่มเบิร์นลีย์กระจาย 4-0 ลุ้นแย่งที่สี่ต่อไปส่วนลูกทีมไบรอัน ลอว์สตกชั้นแน่นอนแล้ว
พรีเมียร์ลีก
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2553
เบิร์นลีย์ 0-4 ลิเวอร์พูล
ประตู : 0-1 เจอร์ราร์ด น.52,0-2 เจอร์ราร์ด น.59,0-3 มักซี่ น.74,0-4 บาเบิ้ล น.90+4
ราฟาเอล เบนิเตซปรับทัพหลังทีมล้าจากการเดินทางโดยให้ยอสซี่ เบนายูน,ลูคัส เลว่าได้พักแล้วส่งอัลแบร์โต้ อาควิลานี่เป็นตัวจริงเช่นเดียวกับไรอัน บาเบิ้ลส่วนมักซี่ โรดริเกซติดคัพไทสดปิ๊ง
นอกจากนี้ดาเนี่ยล อยาล่าเซนเตอร์ดาวรุ่งได้ยืนคู่เจมี่ คาร์ราเกอร์แทนโซติริออส คีย์เกียกอสที่ได้นั่งพักไว้ลุ้นกลางสัปดาห์ต่อ
ด้านเบิร์นลีย์ส่งชุดที่เต็มอัตราศึกเพราะนัดนี้ต้องชนะสถานเดียวถึงจะมีลุ้นหนีตกชั้นในอีก 2 นัดสุดท้าย
ครึ่งแรก
เบิร์นลีย์ไม่ยอมเสียเวลา
เริ่มเกมมาเบิร์นลีย์ลุยแหลกตามตรงเพราะต้องการชัยชนะเพื่ออยู่รอดสถานเดียวแต่ลิเวอร์พูลก็พยายามทำเกมสู้นาทีที่ 3 อาควิลานี่ได้บอลตรงหน้าเขตโทษแล้วจ่ายไซด์ข้ามหัวกองหลังให้มักซี่วิ่งมาจะดูดบอลลงแต่เลยปลายขาไปนิดนึงบอลออกหลังก่อน
หงส์แดงเริ่มดีกว่า
เล่นมา 10 กว่านาทีทรงบอลของ"หงส์แดง"ดูดีกว่านิดๆเพราะต่อบอลทำเกมขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าส่วนเบิร์นลีย์ยังแทบไม่ได้เก็บบอลใส่เลยยังดีที่ทีมเยือนจังหวะออกบอลสุดท้ายเลอะเทอะกันเอง
บาเบิ้ลซัดออกหลัง
อีก 9 นาทีต่อมาบาเบิ้ลลากจี้เข้าหาไทรอน เมียร์สตรงหน้ากรอบเขตโทษแล้วยึกยักหักเข้าในให้เข้าขวาก่อนตะบันยิงทะลุขาเมียร์สบอลบดออกหลังไปเอง
หงส์ฝืด-เบิรนลีย์ดันสู้
เกมยังไม่ค่อยมีจังหวะเสียวเท่าไหร่แต่ก็เป็นเรื่องปกติยามลิเวอร์พูลออกมาเยือนชาวบ้านที่โอกาสของตัวเองไม่ค่อยมีมากเท่าในแอนฟิลด์และยิ่งเล่นเบิร์นลีย์ก็สร้างความอันตรายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
นาที 26 เฟลทเชอร์โถมเข้าฮอร์ตโขกบอกในกรอบระยะ 7 หลาแต่โดนไม่ดีข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย
"หัวขิง"เกือบปลดล็อก
นาที 31 เจอร์ราร์ดหวิดทำประตูขึ้นนำให้ลิเวอร์พูลหลังบอลเปิดเข้าในกรอบเขตโทษกัปตันทีมพลังไดนาโมดูดเกี่ยวลงจนสองตัวประกบถลำแล้วหมุนตัว 360 องศาวอลเลย์ยิงแต่เยนเซ่นล้มตัวตระครุบดักทางเอาไว้สุดหนึบ โอกาสที่สวยที่สุดในเกมนี้เลยทีเดียว
ทีมเยือนชักลิ้นห้อย
ท้ายครึ่งแรกกลายเป็น"หงส์แดง"ที่ต้องตั้งรับหัวซุกหัวซุนหลังเจอบอมบ์เข้าใส่ทั้งกลางทั้งขวาส่วนแนวรุกอย่างเคาท์เก็บบอลไม่ได้ไหวทำเสียง่ายๆจนเจอสวนเกือบพัง
หงส์รอดตัว
ก่อนหมดเวลา 2 นาทีเบิร์นลีย์น่าขึ้นนำอย่างที่สุดหลังเมียร์สเติมเกมรุกขึ้นมาเปิดบอลจากปีกขวาย้อยมาเข้าหัวคอร์คที่สะบัดเน้นๆไร้ตัวประกบตรงระยะ 6 หลาแต่ดันไปตรงตัวเรน่าที่ตระครุบรับบนเส้นพอดี ถ้าเล่นมุมไม่น่าเหลือ
ครึ่งหลัง
หงส์รอดเสียจุดโทษ
เริ่มมา 30 วินาที GJ ไปเงอะงะตรงริมเส้นเลยถูกเฟลทเชอร์ฉกแล้วกระชากไปเปิดบอลจากริมเส้นยัดเข้าในบอลเลยคาร์ราเกอร์เลยเรน่าเลยนูเจนท์แล้วมาถูกมข้อศอกแอกเกอร์จนแข้งเจ้าถิ่นร้องจะเอาจุดโทษแต่รอดตัวกันไป
เคาท์เจ็บ
แค่ 3 นาทีเคาท์เจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องส่งเบนายูนลงมาแทนแล้วหุบบาเบิ้ลไปยืนกองหน้าเป้า
หงส์เฮงหัวขิงยิงแฉลบ 1-0!!
อย่างไรก็ตามนาที 52 "หงส์แดง"มาได้ประตูแบบโชคช่วยหลังเจอร์ราร์ดเคาะบอลชิ่งกับอาควิลานี่ตรงกลางสนามก่อนที่แข้งหัวขิงจะลากพาทัวร์ขึ้นมาถึงหน้าเขตโทษแล้วพลิกเข้าขวาก่อนยิงซัดบอลไปแฉลบคอร์ตกระเด้งเบียดเสาทิ้งให้เยนเซ่นยืนขาตายงงกันไป
หัวขิงเบิ้ลสุดงาม
อีก 7 นาทีต่อมาทีมเยือนเครื่องติดมาได้ลูก 2 จากจังหวะที่มักซี่เลี้ยงไต่เส้นปีกขวาจากบริเวณกลางสนามขึ้นมาแล้วเปิดย้อยให้อาควิลานี่วิ่งมาเอาที่หน้าเขตโทษแต่จังหวะที่เจ้าชายเลือดผสมหักล็อกดันลื่นล้มแต่กลายเป็นดีเมื่อเจอร์ราร์ดวิ่งมาจากแถวสองยิงปั่นไซด์บอลเลี้ยวเบียดเสาเสียบตาข่ายเข้าไปเลย สวยงาม
เฟลทเชอร์ยิงติดเรน่า
เจ้าถิ่นพยายามจะทวงประตูแรกให้เร็วที่สุดเพราะขืนปล่อยไว้แบบนี้ยังไงก็ตกชั้นและนาที 68 ร็อบบี้ เบลคลากมาจากระยะ 30 แล้วแล้วฝากบอลให้เฟลทเชอร์พลิกลากเข้าไปซัดในกรอบแต่เรน่าล้มตัวเซฟเอาไว้ได้พอดี
มักซี่หลอกยิง
อีกนาทีเดียวบาเบิ้ลพาบอลขึ้นมาถึงหน้าเขตโทษแล้วไหลออกริมเขตโทษให้มักซี่วิ่งซัดมุมแคบแต่เยนเซ่นคุมเสาแรกทุบออกหลังเอาเตะมุม
หงส์รอดตัวบอลชนเสา
นาที 72 เบิรนลีย์น่าจะได้ประตูตีไข่แตกหลังเฟลทเชอร์วิ่งมาพักอกบอลยาวในเขตโทษแล้วยิงตามน้ำด้วยอีซ้ายคาร์ราเกอร์ประกบไม่ทันบอลกระเด้งไปชนเสาไกลอย่างน่าเสียดาย
มักซี่กดเม็ด 3
อีกนาทีเศษๆลิเวอร์พูลสวนกลับเป็นเข้าและมักซี่ โรดริเกซมาซดเม็ดสามจากจังหวะที่อาควิลานี่จ่ายบอลทะลุช่องหลุด 2 กองหลังเบิร์นลีย์ให้อดีตแข้งแอต.มดริดวิ่งสอดเข้าเขตโทษแล้วยิงสวนตัวเยนเซ่นแบบไม่ต้องจับบอลเสียบหน้าต่างเข้าไปสวยงาม อาควิจ่ายขั้นเทพจริงๆ
บาเบิ้ลหลุดเดี่ยวปิดท้าย 4-0
ทดเจ็บนาทีที่ 4 ลูคัสชิพบอลจากกลางสนามข้ามหัวแนวรับเบิร์นลีย์ที่ดันสูงให้บาเบิ้ลหลุดเดี่ยวลากเข้าไปล่อเป้ากับเยนเซ่นก่อนยิงตรงตัวชนแขนบอลกระดอนเข้าไปง่ายๆ
หมดเวลาลิเวอร์พูลชนะ 4-0 มี 62 แต้มอยู่ที่ 7 ลุ้นไปแชมเปี้ยนส์ลีกต่ออีก 2 นัดสุดท้ายและเป็นชัยชนะนอกบ้านครั้งแรกในรอบ 7 นัดหรือครั้งแรกในรอบปีนี้เลยทีเดียวส่วนเบิร์นลีย์ตกชั้นแน่นอนไปพร้อมกับปอร์ทสมัธส่วนฮัลล์ซิตี้นั้นร่อแร่ 99.99 % แล้ว
รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
เบิร์นลีย์ : ไบรอัน เยนเซ่น 6,ไทรอน เมียร์ส 6,ไมเคิ่ล ดัฟฟ์ 5,ลีออน คอร์ต 6,ดาเนี่ยล ฟ็อกซ์ 5,แจ็ค คอร์ค 6.5,เกรแฮม อเล็กซานเดอร์ 5(เบล็ค น.63,6),เวด เอเลียต 6,มาร์ติน แพเตอร์สัน(อีเกิลส์ น.71,5),สตีเฟ่น เฟลทเชอร์ 7,เดวิด นูเจนท์ 6(ธอมป์สัน น.77,6)
ลิเวอร์พูล : โฆเซ เรน่า 7,เกล็น จอห์นสัน 6.5,เจมี่ คาร์ราเกอร์ 6.5,ดาเนี่ยล อยาล่า 7,ดาเนี่ยล แอกเกอร์ 6.5(ลูคัส น.77,7),ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ 7,อัลแบร์โต้ อาควิลานี่ 8,ไรอัน บาเบิ้ล 7,มักซี่ โรดริเกซ 8,สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด 9 *(ปาเชโก้ น.82),เดิร์ก เคาท์ 6(เบนายูน น.48,6.5)
Category :
Time: 2:12 AM
เร้ดอาร์มี่คงจะไม่เคยรัก "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลมากเท่านี้หลังต้องเป็นผู้กำหนดชะตากรรมแชมป์ปีนี้เมื่อเชลซีไม่มีกดดันไล่อัดสโต๊ค ซิตี้ไร้ความปรานี 7-0 ด้วยแฮตทริกของซาโลมง กาลูทำให้ "สิงห์ไฮโซ" กลับไปแซงนำแมนฯยูไนเต็ด 1 แต้มเท่าเดิมส่วนประตูได้เสียทิ้งห่างผองปีศาจไป 8 ลูกแล้ว
พรีเมียร์ลีก
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2553
เชลซี 7-0 สโต๊ค ซิตี้
ประตู : 1-0 ซาโลมง กาลู น.23 , 2-0 ซาโลมง กาลู น.31 , 3-0 แฟร้งค์ แลมพาร์ด(จุดโทษ) น.44 , 4-0 ซาโลมง กาลู น.68 , 5-0 แฟร้งค์ แลมพาร์ด น.82 , 6-0 แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.87 , 7-0 ฟลอร็องต์ มาลูด้า น.89
เชลซีเจ้าถิ่นมาตามโผคือส่งบรานิสลาฟ อิวาโนวิชหุบเข้าไปเล่นเซ็นเตอร์แทนจอห์น เทอร์รี่ที่โดนโทษแบน ในส่วนของแผนเกมนี้คาร์โล อันเชล็อตติเลือกใช้ 4-3-3 โดยใช้นิโกล่าส์ อเนลก้าและซาโลมง กาลูมายืนประคองดิดิเย่ร์ ดร็อกบาที่เป็นตัวเป้า
ครึ่งแรก
ช่วง 5 นาทีแรกรูปเกมตามคาดคือเชลซีเจ้าถิ่นต่อเกมหาจังหวะลุ้นประตูแต่ทีมเยือนยังต้านเอาไว้ได้ แถมยังมีจังหวะที่ฟูลเลอร์ได้บอลทางขวาแล้วพลิกหลบอิวาโนวิชเข้าไปในกรอบเขตโทษแต่จังหวะจ่ายเข้ากลางดันโดนสกัดทิ้งได้เสียก่อน
ช่วงต้นๆนี่ยังตัดสินอะไรไม่ได้เพราะ "สิงห์บลูส์" เครื่องร้อนช้าและไม่ค่อยโหมทำเกมบุกในช่วงแรกๆของเกมอยู่แล้ว
หม้อซวยฟายเจ็บเดินออกหน้าซึม
สโต๊คต้องเสียกองหลังตัวหลักตั้งแต่นาทีที่ 8 เท่านั้นหลังอับดุลลาย ฟายกัปตันทีมมีอาการบาดเจ็บทำให้พูลิสส่งไรอัน ชอว์ครอสส์อดีตแข้งแมนฯยูไนเต็ดลงสนามแทน ต้องดูว่าจะกตัญญูทีมเก่าได้รึเปล่า
โซเรนเซ่นเหนียวหนึบเซฟเหลือเชื่อ
นาที 11 สโต๊คชะล่าใจจนเกือบเสียประตูเมื่อแลมพาร์ดได้บอลตรงหน้าเขตโทษระยะทำการเห็นๆเลยส่องไกลตามถนัดบอลพุ่งเข้ากลางประตูแล้วโซเรนเซ่นพุ่งปัดเอาไว้ได้แต่บอลดันมาเข้าทางแอชลี่ย์ โคลที่กางมุ้งรอซ้ำอยู่แล้วแต่แบ็กซ้ายช้ำรักก็ดันยิงไปติดเซฟโซเรนเซ่นอีกที เกือบนำแล้วสำหรับเจ้าถิ่น
ผ่านมา 20 นาทีเชลซีขึงเกมไว้ได้หมดแล้วและได้ลุ้นอีกทีจากลูกเตะมุม แลมพาร์ดเปิดบอลเข้ามาบอลลึกไปกระเด้งโดนตัวอเล็กซ์แล้วไปเข้าทางอเนลก้าซึ่งพยายามดีดกะให้เข้าเสาแรกแต่ทำได้แค่เฉี่ยวเสาออกไปเท่านั้น
เหลือเชื่อ!ดร็อกยิงออก
ยังไงก็ต้องนำแล้วสำหรับเชลซีจังหวะนี้ นาที 22 ฟูลเลอร์ได้บอลแล้วยึกยักกับอิวาโนวิชก่อนโดนเซ็นเตอร์ร่างเบิ้มสกัดออกมาได้บอลมาเข้าทางมาลูด้าที่ฉลาดเป็นกรดมองแว้บเดียวก่อนหยอดบอลโด่งทะลุช่องข้ามแนวรับทีมเยือนให้ดร็อกบาจับบอลเน้นๆก่อนกระดกหลบโซเรนเซ่นอีกจังหวะแต่ดันยกบอลขึ้นแล้วยิงข้ามคานออกไปเฉย แต่ได้เกาหัวเซ็งๆสำหรับหอกแดนงาช้าง
สิงห์สตาร์ทเครื่อง!กาลูชาร์จไม่เหลือ
กระนั้น "ช่างปั้นหม้อ" ที่มุดหัวรับอยู่เกือบตลอดก็ไม่รอดสันดอนโดนจนได้คราวนี้มาลูด้าได้บอลหน้าเขตโทษทางซ้ายแล้วสาดเปลี่ยนแกนให้ดร็อกบาทางขวาก่อนที่แข้งจอมถึกจะเปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านแล้วฮิคกิ้นบ็อตแธ่มไม่รู้คิดอะไรปล่อยให้บอลผ่านตัวไปเฉยก่อนที่บอลจะไปถึงกาลูที่เข้าชาร์จสบายๆ 1-0 จนได้
กองแช่งนอนเต้อะ!กาลูซ้ำจ่อๆนำสองดอก-โซเรนเซ่นเจ็บ
ไม่ให้ลุ้นกันยาวๆเลยเมื่อเกมมาขาดตั้งแต่ 32 นาทีแรกเท่านั้นเพราะเชลซี นำ 2-0 จากจังหวะที่ดร็อกบาซึ่งยืนกลางสนามจิ้มบอลให้แลมพาร์ดยิงไกลเรียดของชอบอีกครั้งคราวนี้โซเรนเซ่นพลาดรับกระฉอกแล้วกาลูวิ่งหน้าโร่ตามเข้ามาแหย่เท้าจิ้มเข้าไปพร้อมๆกับที่โซเรนเซ่นจะกลับมาป้องกันทำให้โดนปลายสตั๊ดของหอกเชลซีเจ็บมือต้องถูกเปลี่ยนออกไปอีกและก็ไม่ฟาว์ลแน่ๆเพราะกาลูถึงบอลก่อน งานนี้สโต๊คเสียหายเพราะเสียโควต้าเปลี่ยนตัวไปถึง 2 คนแล้วด้วย
ดร็อกยิงนก
ไม่รู้ใจร้อนไปไหนสำหรับดร็อกบาหลังได้โอกาสอีกครั้งนาทีที่ 36 เมื่อรับบอลยาวจากแนวรับขึ้นมาแล้วพาบอลเข้าเขตโทษแต่ก็เลือกยิงหลังเท้าบอลหลุดกรอบแบบไม่มีลุ้นอะไรเลย
ช่วงท้ายครึ่งแรกเชลซีผ่อนเกมลงไปแต่สโต๊คก็ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลยมีแต่ฟูลเลอร์ที่วิ่งทางกราบขวาป่วนกองหลังเชลซีอยู่คนเดียว
ฮูธงุ่มง่ามทำหม้อเสียโทษ-แลมพ์ซัดไม่เหลือ 3-0
เกมจบตรงนี้แน่นอนแล้วและต้องบอกว่าเป็นความงุ่มง่ามไม่ทันเกมของฮูธในนาที 44 เมื่อกาลูจะได้หลุดเข้าไปในเขตโทษอยู่แล้วแต่ฮูธรั้งขาเอาไว้แต่กาลูเองก็ฉลาดกระโดดเป็นกระต่ายขาเดียวไว้จนไปล้มเอาในเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าก่อนที่จะเป็นแลมพาร์ดมือสังหารยิงเข้าไปไม่พลาด
หมดครึ่งแรกแม้ว่าจะทดเวลาไปถึง 6 นาทีแต่ก็วิ่งไล่เตะกันแก้บนจนจบครึ่งแรกเจ้าบ้านนำห่าง 3-0
ครึ่งหลัง
กาลูเกือบแฮตทริก
นาที 51 กาลูเกือบทำแฮตทริกและบวกลูกสี่ให้เชลซีเมื่อได้บอลหน้ากรอบเขตโทษก่อนโยกเข้าซ้ายแล้วปั่นเน้นๆแต่บอลข้ามคาน
ผ่านมาอีก 3 นาทีแอชลี่ย์ โคลโชว์พลิ้วเลี้ยงบอลตะลุยเข้ากรอบเขตโทษแล้วหลบหลังสโต๊คเกือบยกแผงแต่มาตายตอนจบในจังหวะที่จะจ่ายให้เพื่อนเข้าชาร์จเหน่งๆแต่โดนเตะทิ้งออกไปได้
ช่วงกลางครึ่งหลังเกมน่าเบื่อเอามากๆไม่มีจังหวะจบสกอร์กันเลยอาจเพราะว่าเกมมันขาดไปแล้วแถมเชลซีเองก็ไม่ได้เร่งอะไรมีจังหวะก็เข้าทำหวังบวกประตูได้เสียหนีแมนฯยูไนเต็ด
นิโก้มีเสียว
จนล่วงมาถึงนาทีที่ 65 เชลซีมีโอกาสอีกครั้งเมื่อทำเกมรุกขึ้นมาสุดท้ายเป็นอเนลก้าได้เอาบอลลงหน้ากรอบเขตโทษก่อนล็อกเข้าขวาแล้วกดหักข้อแต่บอลหลุดกรอบ
กาลูแฮตทริกสมใจเชลซีทิ้ง 4-0
สมหวังกันไปสำหรับซาโลมง กาลูนาที 68 หลังทำแฮตทริกได้สำเร็จเริ่มจากแลมพาร์ดได้บอลตรงครึ่งสนามแล้วจิ้มบอลทะลุช่องไปให้กาลูซึ่งฉีกหนีคอลลินส์กับฮิคกิ้นบ็อตแธ่มซึ่งสองคนนี้กะเช็กล้ำหน้าแต่พลาดเพราะกองหลังอีกฝั่งดันไปยืนลึกทำให้กาลูไม่ล้ำแล้วได้บอลไปทางขวาหลุดเดี่ยวเข้าไปล่อเป้ากับเบโกวิชก่อนที่จะแปเน้นๆ เบโกวิชเซฟได้แต่กาลูก็ตามไปซ้ำไม่เหลือซาก เป็นแฮตทริกแห่งความทรงจำในฤดูกาลนี้ของเจ้าตัวเลยเพราะโอกาสโชว์ฟอร์มเด่นๆแบบนี้มีน้อยมาก
มาลูด้างงยิงไม่เข้าได้ไง ?
เกือบมีลูกห้าแล้วสำหรับเจ้าถิ่นแต่พลาดเหลือเชื่อเมื่อโจ โคลได้บอลทางขวาแล้วเปิดเข้ามาบอลติดขาแข้งสโต๊คแต่บอลมาเข้าทางอเนลก้าที่กึ่งยิงกึ่งผ่านเข้าไปกะให้มาลูด้าชาร์จโล่งๆหน้าประตูแต่ปีกเลือดเฟร้นช์ดันวางเท้าไม่ดีบอลเลยปลิ้นหลุดกรอบไปสุดเหลือเชื่อ นี่ถ้ายังไม่นำห่างขนาดนี้สงสัยมีโวยกันแน่
มาลูด้าช็อกรอบ 2!ยิงจ่อๆเบโกวิชเซฟเหลือเชื่อ
สงสัยดวงมันจะยิงไม่เข้าจริงๆสำหรับมาลูด้านาที 77 เมื่อพลาดบวกสกอร์ให้ตัวเองเหลือเชื่อเริ่มจากอเนลก้าได้บอลสวนกลับมาแล้วทำชิ่งกับดร็อกบาจนเข้าเขตโทษก่อนที่ "นิโก้" จะยิงจังหวะแรกติดบล็อกแต่บอลยังปลิ้นมาเข้าทางหอกจมูกไวอีกครั้งคราวนี้เลือกจ่ายเน้นๆให้มาลูด้าหลอกกองหลังตรงเส้น 6 หลาชนิดเอาแข้งนอกลีกมายิงก็เข้าแต่มาลูด้าซึ่งเลือกยิงไปเสาแรกถูกเบโกวิชปัดออกไปเหลือเชื่อ !!
ประตูได้เสียนำขาด!แลมพ์ยิงเหนือ 5-0
เกมนี้เชลซีกินประตูได้-เสียกันอ้วนฉุหลังบวกประตูที่ 5 ซึ่งต้องบอกว่าเหนือชั้นจริงๆเมื่อฮัทชินสันแบ็กขวาดาวรุ่งเปิดบอลเข้ามาในเขตโทษก่อนที่แฟร้งค์กี้ที่ยืนรออยู่เสาสองจะใช้เท้าขวาจิ้มบอลย้อนทางหนีมือเบโกวิชเข้าไปอย่างเวิลด์ คลาส
เต็มที่คับพี่...สเตอร์ริดจ์ยิงลูกหก
นาที 87 งานนี้กองแช่งนั่งเมายาดองซึมกันแน่เมื่อเชลซีมาได้ประตูที่ 6 อีกคราวนี้ดร็อกบาแทงทะลุช่องให้สเตอร์ริดจ์หลุดเดี่ยวก่อนล็อกหนีเบโกวิชแล้วยิงง่ายๆ 6-0 ครับ
เข้าแล้ว!มาลูด้า 7-0
ยิงไม่เข้าเกมนี้สงสัยนอนไม่หลับนาที 89 สำหรับมาลูด้าหลังเชลซีได้ฟรีคิกแล้วแลมพาร์ดยิงติดกำแพงแต่ตามเก็บได้ก่อนชิพบอลข้ามหัวกองหลังให้โจ โคลที่ยืนอยู่ทางขวาเปิดเรียดเข้ากลางให้มาลูด้าชาร์จโล่งๆ ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดกันไป
จบเกม "สิงห์ไฮโซ" รัวปืนกลไล่ยำสโต๊คเละคาทีนส์ 7-0 กลับไปนำเป็นจ่าฝูงสุดมันส์พร้อมตุนประตูได้เสียเป็น +61 หนีแมนฯยูไนเต็ดสุดกู่ 8 ลูก พร้อมกันนี้เหลือเกมอีก 2 นัดสุดท้ายต้องลุ้นกันต่อไป
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
เชลซี : ปีเตอร์ เช็ก 6, เปาโล แฟร์เรยร่า 7(แซม ฮัทชินสัน น.73,6.5) , อเล็กซ์ 6.5, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช 6 ,แอชลีย์ โคล 6, มิชาเอล บัลลัค 6, แฟร้งค์ แลมพาร์ด 9* , ฟลอร็องต์ มาลูด้า 7.5 , นิโกล่าส์ อเนลก้า 6.5(แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.79) , ซาโลมง กาลู 8(โจ โคล น.71,6.5) , ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา 8
สโต๊ค ซิตี้ : โธมัส โซเรนเซ่น 6.5 (แอสเมียร์ เบโกวิช น.35,6) , โรเบิร์ต ฮูธ 4.5 , อับดุลลาย ฟาย (ไรอัน ชอว์ครอสส์ น.8,5) , แดนนี่ ฮิคกิ้นบอตแธ่ม 5, แดนนี่ คอลลินส์ 5 , เกล็นน์ วีแลน 4.5 , รอรี่ ดีแล็ป 5, แม็ทธิว เอเธอร์ริงตัน 5, ดีน ไวท์เฮด 5.5 , เดฟ คิตสัน 5(ตุนกาย ซานลี่ น.59,5) , ริคาร์โด้ ฟูลเลอร์ 7
Subscribe to:
Comments (Atom)
